ก้าวขึ้นมาเป็นนักสู้ระดับโลกอย่างเต็มตัวสำหรับ “เอลบรุส ออสมานอฟ” จอมบู๊ไฟแรง วัย 24 ปี จากรัสเซีย ที่ล่าสุดโชว์ฟอร์มเก่งกดทีเคโอ “ซ้ายอุกกาบาต” ราชสีห์อีสาน เหล่าโชคเจริญ มวยสายแข็งจากสุรินทร์เพียงยกแรก จนสามารถชนะใจ บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” คว้าสัญญา ONE มาครองเป็นคนที่ 38 ของรายการ ในการแข่งขันสุดพิเศษสำหรับสมาชิก The Inner Circle เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา
ชัยชนะไฟต์ล่าสุดของ “เอลบรุส” นับเป็นการชูมือครั้งที่ 9 จาก 10 ไฟต์ที่ขึ้นชกในรายการ โดยนอกจากคว้าโบนัส 350,000 บาทกลับบ้านได้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ยังมอบสัญญา ONE มูลค่าหลักล้าน และเป็นนักกีฬาจากเวที ONE ลุมพินี รายที่ 38 ที่ก้าวเข้าสู่ชายคาบ้านศิลปะการต่อสู้ระดับโลกเต็มตัว
ในวันนี้เราจะพาทุกท่านย้อนดูเส้นทางชีวิตของ “เอลบรุส” ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการต่อสู้ที่มีพ่อเป็นแรงผลักดันสำคัญ จนถึงวันนี้ที่เขาก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
สู้เพื่อฝันของพ่อ
“เอลบรุส” เกิดและเติบโตในรัฐดาเกสถาน ประเทศรัสเซีย ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะนักสู้ระดับโลก เขาเป็นพี่คนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน และเริ่มฝึกมวยสากลตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ ภายใต้การดูแลของคุณพ่อ ก่อนพัฒนาฝีมือสู่การแข่งขันคิกบ็อกซิงและมวยไทย โดยสั่งสมประสบการณ์ในระดับสมัครเล่นมากกว่า 500 ไฟต์
เมื่ออายุ 15 ปี “เอลบรุส” ต้องเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ หลังต้องสูญเสียคุณพ่ออย่างไม่มีวันกลับ เหตุการณ์นั้นทำให้เขาต้องก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัว พร้อมได้แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินหน้าสู่เส้นทางนักสู้ระดับอาชีพอย่างจริงจัง พร้อมยึดมั่นว่าจะสานต่อฝันของพ่อ ด้วยการคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้
โชว์เทพคิกบ็อกซิง
นับแต่นั้นมา “เอลบรุส” มุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนัก และตัดสินใจย้ายมาพัฒนาฝีมือที่ประเทศไทย ภายใต้การดูแลของ “เมดีห์ ซาทูต” ตั้งแต่ปี 2564 ก่อนจะได้โอกาสเปิดตัวในศึก ONE ลุมพินี 3 เมื่อเดือน ก.พ. 66 และแจ้งเกิดด้วยการโชว์ท่าหมุนตัวเตะกลับหลังน็อก “แปดแสนเล็ก พีเค.แสนชัย” พร้อมคว้าโบนัส 350,000 บาท ไปครองทันที
หลังจากนั้น “เอลบรุส” ยังสานต่อฟอร์มแรงในเส้นทางสายคิกบ็อกซิงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเก็บชัยเพิ่ม 5 ไฟต์รวด ก่อนสะดุดพ่ายครั้งแรกในการพบกับ “ยูกิ โยซะ” จอมบู๊คนดังจากญี่ปุ่น ในศึก ONE ลุมพินี 109 เมื่อเดือน พ.ค. 68 กลายเป็นรอยด่างพร้อยเดียวที่เกิดขึ้นบนเส้นทางอาชีพต่อสู้ของเขาจนถึงทุกวันนี้
ข้ามสายลุยมวยไทย
แต่ด้วยความหลงใหลในวิถีบูชิโด ที่ยึดถือเรื่องระเบียบวินัย ความมุ่งมั่น และเกียรติยศ ซึ่งกลายเป็นหลักยึดสำคัญในชีวิตจน “เอลบรุส” ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “ซามูไร” ทำให้เขาไม่เคยคิดถอดใจยอมแพ้ง่าย ๆ พร้อมตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ด้วยการลองเชิงข้ามสายมาทดสอบความสามารถในกติกามวยไทย
ถึงตอนนี้ “เอลบรุส” พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีปัญหาในการปรับตัวสู้ในเส้นทางใหม่แต่อย่างใด หลังสานต่อฟอร์มแรงต่อเนื่องด้วยการโค่นคู่ชกที่มีประสบการณ์เหนือกว่าอย่าง “คัมภีร์เทวดา สิทธิกุล” และ “เสมาเพชร แฟร์เท็กซ์” ลงได้อย่างสวยงาม พร้อมใส่เกียร์เดินหน้าตามล่าความสำเร็จทั้งในสองกติกาเต็มตัว
ก้าวขึ้นสู่ระดับโลกสมใจ
สุดท้ายวันที่ “เอลบรุส” เฝ้ารอคอยก็มาถึง หลังจัดการโค่น “ราชสีห์อีสาน” คู่ชกที่ไม่เคยพ่ายแพ้นักชกต่างชาติมาก่อนตั้งแต่ยกแรก บวกสถิติตลอดอาชีพเป็น 15-1 และคว้าสัญญา ONE มาครองสมใจ
“ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์ฮีโรที่มีภารกิจกู้โลก ผมยิ่งมีไฟและพร้อมทุ่มเทฝึกซ้อมให้หนักกว่าเดิม เมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว วัน แชมเปียนชิพ เรียบร้อยแล้ว”
“สัญญานี้มีความหมายกับผมมาก เพราะเป็นโอกาสที่ผมจะได้ล่าเข็มขัด ONE คิกบ็อกซิง ในรุ่นแบนตัมเวต อย่าลืมว่าคิกบ็อกซิงคือทางของผม และผมก็ตั้งใจอยากจะพิสูจน์ฝีมือในรายการ ONE ซามูไร ที่ญี่ปุ่นให้ทุกคนเห็นครับ”
นับรอวันเอาคืน “ยูกิ”

นอกจากมีเป้าหมายหลักคือการตามล่าเข็มขัด ONE มาพาดบ่าแล้ว “เอลบรุส” ยังไม่ลืมนึกถึงคู่ปรับคนเก่าอย่าง “ยูกิ” ซึ่งเจ้าตัวพูดมาเสมอว่าต้องการเอาคืนนักสู้เลือดซามูไรให้สาสม เพื่อลบล้างความผิดหวังที่ยังฝังลึกอยู่ในใจ
“ตอนนี้ถึงเวลาที่จะได้ล้างตากับ ยูกิ แล้ว ผมรู้ว่าเขาเก่งมาก ถึงไฟต์ล่าสุดจะแพ้มาแต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่”
“อยากฝากถึง ยูกิ ว่าตอบตกลงชกกับผมเถอะ และเตรียมตัวไว้ให้ดี ทำร่างกายมาให้พร้อมที่สุด ถ้าได้รีแมตช์ผมจะชนะแน่ ผมจะจัดการคุณให้ได้”.
- แหล่งที่มาข่าวสาร : www.onefc.com
- ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : https://muaylumpinee.com/